วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่5 ส่วนประกอบของเครือข่าย

ส่วนประกอบของเครือข่าย



 ส่วนประกอบของเครือข่าย ประกอบด้วย
       
 1. สายเคเบิล
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สายเคเบิล
       
 2. การ์ดเครือข่าย

         ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ดเครือข่าย
3. อุปกรณ์เพื่อการเชี่อมโยง
           ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อุปกรณ์เพื่อการเชื่อมโยง          


 4.เครื่องคอมพิวเตอร์
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง



 5. ซอฟต์แวร์เครือข่าย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 6. โพรโทคอล

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โพรโทคอล





รีพีตเตอร์/ฮับ  เป็นอุกรณ์ทวนสัญญาณ ที่ทำงานอยู่ในชั้นสื่อสารทางกายภาพบนแบบจำลอง OSI 
โดยอุปกรณ์ฮับก็คือรีพีตเตอร์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นรีพีตเตอร์ที่มีหลายๆ พอร์ต การเชื่องโยงเครือข่ายภาพฮับจะช่วยแค่เพียงเชื่อมโยงเครือข่ายด้วยระยะทางไกลเท่านั้น
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รีพีตเตอร์/ฮับ

บริดจ์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับสะพานเชี่อมโยงระหว่างเครือข่ายสองเครือข่ายขึ้นไป ทำงานอยู่ในชั้นสือสารกายภาพและชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงผ่านอุปกรณ์บริดจ์นั้่น จะทำให้เกิดการแบ่งแยกเครือข่ายออกจากกัน ช่วยลดการคับคั้งของข้อมูลที่สื่อสารบนเครือข่าย
      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บริดจ์
สวิตซ์ เป็นอุปกรณ์ที่ผนวกคุณสมบัติระหว่างบิตและฮับเข้าด้วยกันกล่าวคือการทำงานของสวิตซ์จะเหมือนกันบริด์ที่สามารถคัดกลั่นกรองข้อมูลภายในเครือข่ายได้ ในขณะเดียวกัน สวิตซ์ก็มีหลายพอร์เหมือนกันฮับที่สามารถไปเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์หลายเครื่่อง
 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สวิตซ์

     แอกเซสพอยต์ เป็นอุปกรณ์สำหรับรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย หลังการทำงานคล้ายกับสวิตซ์แต่รับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ  แอกเซสพอยต์

     เร้าเตอร์  จะทำงานในสามลำดับชั้น แรกบนแบบจำลอง OSI ซึ้งประกอดด้วยชั้นสื่อสารทางกายภาพ ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล และชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายเร้าเตอร์จัดเป็นอุปกรณที่สำคัญมากในการเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันโดยเฉพาะ เครือข่ายอิเทอร์เน็ต
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เร้าเตอร์
     เกตเวย์  จะทำงานอยู่บนชั้น 7 ลำดับชั้น โดยมักนำเกตเวย์ไปใช้งานเพื่อเป็นประตูการเชื่อมโยงเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ที่สถาปัตยกรรมระบบที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องพีซี กับ เมนเฟรมคอวพิวเตอร์

บทที่4 รูปแบบเชื่อมโยงเครื่อข่ายและเครือข่ายท้องถิ่น

รูปแบบเชื่อมโยงเครื่อข่ายและเครือข่ายท้องถิ่น


การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย

การเชื่อมเครือข่าย สามารถเชื่อมต่อได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ

   1.การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด
   2.การเชื่อมต่อแบบหลายจุด

     โทโพโลยีแบบบัส จะมีสายเคเบิลเส้นหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นสายแกนหลักสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์บนเครือข่ายทั้งหมด จะมีอุปกรณ์ฮับเป็นศูนย์กลาง โดยทุกๆ โหนดบนเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงสายเคเบิลเข้ากับฮับแห่งนี้
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โทโปโลยีแบบบัส
     


     
โทโพโลยีแบบวงแหวน โหนดแรกและโหนดสุดท้ายจะเชื่อมโยงถึงกัน ทำให้เกิดมุมมองทางกายภาพเป็นรูปวงกลมขึ้นมา แต่ละโหนดบนเครื่อข่ายแแบบวงแหวนจะส่งทอดสัญญานไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการส่งทอดไปยังทีละโหนดถัดไปเรื่อยๆซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องทวนสัญญาน ไปในตัว                         
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โทโปโลยีแบบวงแหวน

     โครงการหมายเลข 802 เป็นโครงการที่ใหญ่มาก ประกอบไปด้วยสมาชิกที่มาจากบริษัทผู้ผลิตและสถาบันการฝึกษาที่น่าสนใจใน หัวข้อเรื่องเครือข่ายท้องถิ่นและอินเตอร์เน็ตเวิร์ก โดยคณะกรรมการ
ย่อยของแต่ละชุดในโครงการ 802 จแยกกันพัฒนามาตราฐานเครือข่ายท้องถิ่นที่แตกต่างกัน มีการใช้เลขจุดทศนิยมเพื่อแบ่งแยกเป็นโครงการย่อยๆ

    IEEE 802.3 เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดมาตราฐานของโพรโทคอลอีเทอร์เน็ต
    IEEE 802.11 เกี่ยวขข้องกับข้อกำหนดมาตราฐานของเครือข่ายท้องถิ่นแบบไร้สาย

 
        ระบบเครือข่ายท้องถิ่้น ประกอบด้วย อีเทอร์เน็ต ไอบีเอ็มโทเก้นริง และ เอฟดีดีไอ

     ไอบีเอ็มโทเก้นริง เป็นเครือข่ายที่บริษัทไอบีเอ็มเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา ด้วยการใช้โพรโทคอล Token Passing

     เอฟดีดีไอ จะใช้กลไกการส่งข้อมูลแบบ Token Passing  เช่นเดียวกับไอบีเอ็มโทเก้นริง แต่เอฟดีดีไอ จะทำงานด้วยความเร็วสูงแบบไฟเบอร์ออปติก ทั้งนี้เอฟดีดีไอยังสามารถออกแบบเพื่อรองรับความเสียหหายของระบบได้ ด้วยการเพิ่มวงแหวนในเครือข่ายเพิ่มอีก รวมเป็น 2 วงแหวนด้วยกันซึ่งประกอบด้วยวงแหวนปฐมภูมิ และวงแหวนทุติยภูมิ
     อีเทอร์เน็ต ยังสามารถเชื่อต่อได้ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ 10Base5, 10Base2, และ 10BaseT ที่ส่งข้อมูลบนควาเร็ว 10เมกะบตต่อวินาที แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาความเร็วเป็็นสวิตช์อีเทอร์เน็ต อีเทอร์เน็ตความเร็วสูง และกิกะบิตอีเทอร์เน็ต      
อ้างอิง
     https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95&biw=1105&bih=749&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwi9q5vggd_QAhVHo48KHdItCE4Q_AUIBigB&dpr=1#imgrc=ogzCGT1p1-qLlM%3A   

บทที่3 สื่อกลางส่งข้อมูลและการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย

สื่อกลางส่งข้อมูลและการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย

การส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์ เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวสำหรับการส่งสัญญาณดิจิตอลในแต่ละครั้งในครั้งในช่วงเวลาหนึ่ง
การส่งสัญญาณแบบ บรอดแบนด์ เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารหลายช่องทองเพื่อส่งสัญญาณเพื่อส่งสัญญาณอนาล็อกโดยข้อมูลที่ส่งสามารถลำเลียงอยู่บนช่วงความถี่ที่แตกต่างกัน

สื่อกลางส่งข้อมูลแบบใช้สาย จะใช้สายเพื่อจะลำเลียงข้อมูล ตัวอย่างเช่น สายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล และสายใยนำแก้วแสง

             สื่อการส่งข้อมูลแบบไร้สาย จะ ลำเลียง ข้อมูลภาพทางอากาศ เนื่องจากอากาศมีพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแพร่กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งมีทั้งคลื่นความถี่ต่ำและคลื่นความถี่สูง ตัวอย่างเช่น คลื่นวิทยุไมโครเวฟ บลูทูธ และอินฟราเรด




การพิจารณาสื่อกลางส่งข้อมูล
    1. ต้นทุน
    2. ความเร็ว
    3. ระยะทางและการขยาย
    4. สภาพแวดล้อม
    5. ความปลอดภัย
วิธีการเข้าถึงสื่อกลาง เป็น การนำโพรโทคอลมาใช้เพื่อควบคุมกลไกการส่งข้อมูล และวิธีแก้ไขเมื่อเกิดการชนกันของกลุ่มข้อมูลขึ้นภายในสายส่ง โพรโทคอลที่นำมาใช้การ ได้แก่ CSMA/CDและ Token Passing

โปรโตคอล CSMA/CD ประกอบด้วยกลไกการทำงาน
     กลไกที่ 1 : การตรวจฟังสัญญาณ
     กลไกที่ 2 : การเข้าถึงสื่อการรวมข้อมูล
     กลไกที่ 3 : การตรวจจับการชนสัญญาณ
 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โปรโตคอล CSMA/CD

โพรโทคอล Token Passing เป็น วิธีการเข้าถึงสือกลางที่ไมมีการชนกันของกลุ่มข้อมูลเลย ทั้งนี้จะมีรหัสโทเก้นคอยวิ่งอยู่บนสายส่ง เพื่อให้โหนดที่ต้องการส่งได้ครอบครองโดยโหนดที่ครอบครองรหัสโทเก้นเท่านั้น ที่จะสามารถส่งข้อมูลบนเครือข่ายได้ เมื่อส่งข้อมูลเสร็จสมบูรณ์จึงค่อยปลดรหัสโทเก้น เพื่อให้โหนดอื่นครอบครองต่อไป
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โพรโทคอล Token Passing

บทที่2 แบบจำลองเครือข่าย



วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559


แบบจำลองเครือข่าย
ISO เป็นองค์กรมาตรฐานสากลที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานระหว่างชาติ โดยแบบจำลอง OSI จัดเป็นมาตรฐานหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการสื่อสารบนเครือข่ายแบบจำลอง OSI มีการแบ่งการทำงานออกเป็นลำดับชั้น ที่เรียกว่าชั้นการสื่อสาร โดยมีทั้งสิ้น 7 ชั้นด้วยกันคือ

1.ชั้นสื่อสารทางกายภาพ (PhysicalLayer)
            จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะทางกายภาพด้านการสื่อสารระหว่งอุปกรณ์ด้วยการกำหนดวิธีควบลคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับบิตจะต้องใช้แรงดันไฟฟ้าเท่าใด ใช้สายเคเบิลชนิดใดในการรับส่งสัญญาณการส่งข้อมูลเป็ฯแบบทิศทางเดียวหรือสองทิศทางจะต้องเริ่มต้นติดต่อหรือสิ้นสุดการติดต่ออย่างไรรวมถึงลักษณะการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในเครือข่ายเป็นต้น

2.ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล (Data Link Layer)
            เป็นชั้นสิ่สารที่รวบรวมข้อมูลจากชั้นสื่อสารทางกายภาพ ด้วยการกำหนดรูปแบบของข้อมูลที่ส่งผ่านยภายในเครือข่ายให้อยู่ในรูปแบบของ เฟรม (Frame) ทั้งนี้จะรวมถึงวิธีหรือกลไกในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลด้วย กล่าวคือ การส่งข้อมูลในเครือข่าย ข้อมูลที่ถูกส่งไปมีโอกาสที่จะสูญหายหรือมีความเสียหายบางส่วนได้ ดังนั้นชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูลนี้จะดำเนินการตรวจสอบความผิดปกติเหล่านี้ได้ โดยหากพบความผิดปกติขึ้น ก็จะแจ้งข้อมูลกลับไปยังผู้ส่งให้รับทราบเพื่อส่งข้อมูลชุดเดิมซ้ำกลับมาใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม การส่งข้อมูลซ้ำกลับมาใหม่ในบางครั้งอาจทำให้เกิดข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำกันถึง 2 เฟรมก็ได้ เนื่องจากชุดข้อมูลที่ส่งไปครั้งแรกความจริงแล้วอาจไม่ได้สูญหายไปไหน แต่อาจเกิดปัญหาระหว่างการเดินทางส่งผลให้ต้องใช้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางมากกว่าปกติทั่วไป ดังนั้นกรณีที่ค้นพบข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำถึง 2 เฟรม ก็จะต้องมีกลบไกในการกำจัดเฟรมข้อมูลซ้ำซ้อนเหล่านี้ออก

3.ชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer)
          จะทำหน้าที่จัดการกับรูปแบบข้อมูลที่เรียกว่าแพ็กเก็ต (Packet) ที่จัดส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ประกอบไปด้วยเครือข่ายย่อยต่างๆจำนวนมากมาย โดยมีวัตถุประสงค์คือ จะต้องมีการวางเส้นทางเดินของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางอย่างไร เพื่อให้โหนดที่ทำหน้าส่งข้อมูล สมารถส่งข้อมูลไปยังโหนดปลายทางได้ในที่สุด

4.ชั้นสื่อสารนำส่งข้อมูล (Trasport Layer)
           เป็นชั้นสื่อสารที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่มีการรับส่งกันระหว่างโหนดต้นทางจนกระทั่งถึงโหนดปลายทางด้วยการรับประกันว่าข้อมูลจะถูกส่งไปถึงมือผู้รับอย่างแน่นอน และอาจจำเป็นต้องมีการส่งข้อมูลใหม่ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดขึ้น

5.ชั้นสื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสาร (Session Layer) 
           ชั้นสื่อสารนี้จะดูแลและจัดการการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางโดยเริ่มตั้งแต่การสร้างคอนเน็กชั่นเพื่อการติดต่อสื่อสารไปจนกระทั่งยุติการสารสื่อด้วยการยกเลิกคอนเน็กชั่นระหว่างอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างกันอย่างไรก็ตาม หสกการสื่อสารในชั้นนี้เกิดความล้มเหลวขึ้นมา ย่อมทำให้ข้อมูลเสียหาย
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเริ่มต้นการทำงานรอบใหม่บนหน้าต่างสื่อสารนั้น ตัวอย่างเช่นมีการเปิดหน้าต่างสื่อสารเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างต้นทางไปยังปลายทางหากเกิดการส่งข้อมูลล้มเหลวไปกลางคัน ก็อาจจำเป็นต้องยกเลิกหน้าต่างสื่อสารนั้นและเปิดหน้าต่างสื่อสารใหม่เพื่อดำเนิการถ่ายโอนข้อมูลกันรอบใหม่ เป็นต้น

6.ชั้นสื่อสารการนำเสนอข้อมูล (Presentatiion Layer)
          จะดำเนินการแปลงรูปแบบข้อมูลที่ได้รับมาจากชั้นสื่อสาการประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับรหัสแทนข้อมูลที่อาจมาจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เช่น เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ใช้รหัสแทนข้อมูลแบบ EBCDIC ในขณะที่เครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ใช้รหัสแทนข้อมูลแบบ ASCII ดังนั้นชั้นสื่อสารนี้จะดำเนินการจัดการเพื่อให้ทั้งสองฝั่งสามารถเข้าใจความหมายและรับทราบข้อมูลที่ตรงกัน ถึงแม้คอมพิวเตอร์ที่สื่อสารกันจะใช้รหัสแทนข้อมูลที่แตกต่างกันก็ตาม

7.ชั้นสื่อสารประยุกต์ (Application Layer)
           เป็นชั้นสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของโปรแกรมประยุกต์ต่างๆที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารผู้ใขช้งานสามารถใช้โปรแกรมประยบุกต์ต่างๆเพื่อเข้าถึงเครือข่ายโดยจะมีอินเตอร์เฟซเพื่อให้การโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ที่สื่อสารกันจะใช้รหัสแทนข้อมูลที่แตกต่างกันก็ตาม



แนวคิดของการแบ่งชั้นสื่อสาร คือ
          1.เพื่อลดความซับซ้อนทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจ
          2.เพื่อให้แต่ล่ะชั้นสื่อสารมีบทบาทที่ที่ชัดเจนและแตกต่างกัน
          3.เพื่อให้แต่ละชั้นสื่อสารปฏิบัติงานตามมมฟังก์ชั้นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และสามารถคล้องกับมาตราฐานสากล
          4.จากขอบเขตความรับผิดชอบในแต่ละชั้นสื่อสารทำให้เกิดความคล่องตัวและเพื่อเป็นการป้องกันกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงบนชั้นสื่อสารหนึ่งๆแล้วส่งผลกระทบต่อชั้นสื่อสารอื่นๆ
          5.จำนวนชั้นสื่อสารจะต้องมีจำนวนมากเพียงพอและเหมาะสมต่อการจำแนกหน้าที่การทำงานให้กับแต่ละชั้นสื่อสารและไม่ควรมีมากจนดูเทอะทะ เกินความจำเป็น


TCP/IP เป็นโพรโทคอลมาตรฐานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งแบบจำลอง TCP/IP ประกอบด้วยชั้นสื่อสารต่างๆ ดังนี้
1.ชั้นสื่อสารทางกายภาพ
2.ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล
3.ชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่าย
4.ชั้นสื่อสารเพื่อนำส่งข้อมูล
5.ชั้นสื่อสารประยุกต์


อ้างอิง

https://sites.google.com/site/30801chotklom/home/kherux-khay-thorsaphth/khwam-ru-phun-than-keiyw-kab-kherux-khay/prayochn-khxng-kherux-khay-khxm-phw-texr/hnwy-ngan-kahnd-matrthan/baeb-calxngosi-sahrab-kheux-khay

บทที่ 1 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย

การสือสารข้อมูล 

    การสือสารข้อมูล   การแลกเปลียนข้อมูลระหว่างสองอุปกรณ์ โดยมีจุดประสงค์หลักคือ ต้องการส่งข่าวสารจากอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การสื่อสารข้อมูล
สัญญาณและแอนะล็อก เป็นสัญญาณที่เป็นรูปคลื่นขึ้นลงสลับกันไปแบบต่อเนื่อง สามารถส่งข้อมูลออกไปได้ในระยะงทางไกล

สัญญาณดิจิตอล เป็นสัญญาณที่มีรูปแบบไมต่อเนื่อง รูปแบบของแรงดันไฟฟ้าจะมีค่า 0 หรือ 1 เท่านั้น ข้อดีของสัญญาณนี้ก็คือ เป็นสัญญาณทนต่อการรบกวนได้ดี







ประกอบด้วย
1. ข่าวสาร
2. ผู้ส่ง (แหล่งกำเนิดข่าวสาร)
3. ผู้รับ (จุดหมายปลายทาง)
4. สื่อการส่งข้อมูล
5. โพรโทคอล


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ องค์ประกอบการสื่อสารข้อมูล

ประกอบด้วย
1. การส่งมอบ
2. ความถูกต้องแน่นอน
3. ระยะเวลา





ทิศทางการส่งข้อมูล ในระบบสื่อสารมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ1. การสื่อสารแบบทิศทางเดียว (Simplex)2. การสื่อสารแบบกึ่งสองทิศทาง  (Half-Duplex)3. การสื่อสารแบบสองทิศทาง (Full-Duplex)

         การสื่อสารโทรคมนาคม เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องส่งอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถส่งผ่านตัวกลางไปยังจุดหมายปลายทางที่อยู่ไกลได้ ตัวอย่างเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น โทรเลข โทรพิมพ์ โทรสาร โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ไมโครเวฟ และดาวเทียม         เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการนำกลุ่มคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเป็นเครือข่าย และสามารถแชร์ทรัพยาการบนเครือข่าย เช่น ไฟล์ข้อมูล เรื่องเครื่องพิมพ์ เพือใช้งานรวมกันบนเครือข่ายได้

ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่แบ่งแยกตามภูมิศาสตร์ มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ1. เครือข่ายท้องถิ่น (LAN)2. เครือข่ายระดับเมือง (MAN)3. เครือข่ายระดับประเทศ (WAN)





ระโยชน์ของเครือข่ายท้องถิ่น ประกอบด้วย
1. การใช้ทรัพยากรร่วมกัน
2. ช่วยลดต้นทุ้น
3. เพิ่มความสะดวกในด้านการสื่อสาร
4. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของระบบ

การติดตั้งเครือข่ายเพื่อใช้งาน ยังสามารถเลือกการเชื่อต่อตามสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เหมาะสมอันได้แก่ เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer และแบบ Client/Server

เกณฑ์วัดประสิทธิภาพของเครือข่าย สามารถพิจารณาจากกฎเกณฑ์ต่อไปนี้
1.สมรรถนะ ได้แก่ จำนวนผู้ใช้งานชนิดสื่อกลางที่ใช้ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
2.ความน่าเชื่อถือ ได้แก่ ความถี่ของความล้มเหลว ระยะเวลาในการกู้คืน และความคงทนต่อความล้มเหลว
3.ความปลอดภัย ได้แก่ การป้องกันบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล และ การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์